คุณอิสระ เพชรสิบหก ประธานบริษัท ซีแฟค จำกัด

เบื้องหลังภารกิจปั้น "คน" อัญมณีและเครื่องประดับ

ช่างฝีมือไทย คือหนึ่งในกุญแจสำคัญ ที่ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยอยู่ในแถวหน้าของเวทีโลก แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติแรงงานในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลนี้และจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่อและต่อยอดความสำเร็จของวงการต่อไป

เมื่อพูดถึงการปลุกปั้น "คน" ป้อนวงการอัญมณีและเครื่องประดับเมืองไทย ก็ต้องคิดถึง คุณอิสระ เพชรสิบหก ประธานบริษัท ซีแฟค จำกัด ผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีและโลหะมีค่า หนึ่งในหัวเรือใหญ่ฝั่งผู้ประกอบการไทยที่ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาไทยสร้างคนให้กับอุตสาหกรรมนี้มาหลายสิบปี

"ผมและผู้นำกรรมการสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับในสมัยนั้น คือคุณอนันต์ ซาลวาลา และคุณพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล ได้รับการทาบทามให้เป็นตัวแทนของฝั่งผู้ประกอบการไปร่วมกับคณะอาจารย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ดำเนินการเขียน "หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาอัญมณีและเครื่องประดับ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ" มีการระดมแนวคิดจากหลายๆ ฝ่าย เพื่อสร้างหลักสูตรที่ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์นี้จริงๆ และในขณะที่อีกด้านหนึ่งผมได้มีส่วนร่วมกับคณะผู้เขียนตำรากว่า 10 ท่าน แบ่งหน้าที่กันเขียนตำราเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับขึ้นมาประมาณ 15 ศาสตร์ ในส่วนของผมได้รับผิดชอบเขียนตำรา ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ JEWELERY FINISHING PROCESS STEP BY STEP และ LOST WAX CASTING ให้กับคณะฯ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบัน"

คุณอิสระ เล่าถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาเมื่อหลายสิบปีก่อน พร้อมบอกว่า "เมื่อ 30 ปีก่อน ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมาก โดยไม่มีโรงเรียนสอน แต่ต่างชาติก็ชื่นชมและยอมรับความสามารถของช่างฝีมือและผู้ประกอบการไทยมาก"


ขณะเดียวกัน โรงงานของซีแฟค ได้เปิดประตูต้อนรับคนรุ่นใหม่มาเรียนรู้งานและพัฒนาทักษะของตัวเอง ก่อนจะก้าวสู่วงการอัญมณีและเครื่องประดับอย่างเต็มตัว โดยคุณอิสระได้ร่วมมือกับ "กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง" คัดเลือกนักเรียนชาวเขาจากแม่ฮ่องสอนมาเรียนที่วิทยาลัยฯ และฝึกทำงานที่โรงงานซีแฟค

ทั้งนี้ คุณอิสระ อธิบายว่า การสร้างคนที่มีฝีมือในวงการอัญมณีและเครื่องประดับต้องอาศัยการฝึกปรือ ลงมือทำจริงเท่านั้น โดยพูดชัดว่า "วงการอัญมณีและเครื่องประดับ ถ้าเราจะฝึกคนให้ทำงานเป็นต้องใช้เวลานาน และยิ่งถ้าจะฝึกให้เป็นคนเก่งจริงๆ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี เรากำลังพูดถึงในยุคที่มีการสื่อสารแค่โทรเลขและตามมาด้วยโทรสาร หรือ FAX"

ที่สำคัญ การสร้างช่างฝีมือด้านอัญมณีและเครื่องประดับจะต้องใช้ทั้งความทุ่มเท เต็มใจจะถ่ายทอดความรู้ และมีต้นทุนค่าวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองอีกด้วย ซึ่งต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่น

"เราเทรนคนจากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เทรนกับของจริง รับออเดอร์มา และให้ทำจากสายการผลิตจริงเลย สำหรับในวงการอื่น จะสอนคนให้เก่งขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าเต็มใจสอนหรือเปล่า หวงความรู้ไหม แต่อาชีพด้านอัญมณีและเครื่องประดับ นอกจากจะต้องถ่ายทอดความรู้ ใช้เวลาฝึกสอนก็ต้องให้คนเรียนลงมือทำงานจริง ใช้วัสดุจริง ซึ่งระหว่างการฝึกฝนอาจทำให้วัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองเสียหายไปบ้างทางผู้ประกอบการที่สอนก็ต้องรับต้นทุนตรงนี้ไปด้วย"


อนาคตไทยกับการพัฒนา "คน" อย่างสร้างสรรค์

ด้วยประสบการณ์ในวงการอัญมณีและเครื่องประดับมานานกว่า 50 ปี และกว่า 30 ปี ที่ได้ร่วมสร้างและพัฒนาศักยภาพ "บุคลากร" ในอุตสาหกรรมนี้ คุณอิสระมองว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพื่อสร้าง “คนรุ่นใหม่” ที่มีความสามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับประเทศด้วยผลงานที่แสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ ของทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือไทยทั้งระบบและที่สำคัญขาดไม่ได้คือ "การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง"

คุณอิสระพูดชัดเจนว่า การสร้างสรรค์ "นวัตกรรม" จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาวงการอุตสาหกรรมต่างๆของประเทศไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลก และสร้างรายได้ป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

"การพัฒนาสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของคนในอุตสาหกรรมจริงๆ เช่น ผู้ประกอบการ ที่จะนำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับผู้เรียน ช่วยกันคิดช่วยกันต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีอยู่ และยังมีประโยชน์สำหรับอนาคต เปิดโรงงานให้เป็นที่ฝึกฝนฝีมือ ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา และภาครัฐ ในแง่งบประมาณด้านการเรียนการสอนและการฝึกฝนหากเป็นไปได้"

ขณะเดียวกัน การเรียนการสอนยุคใหม่ต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าใจอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพื่อให้รู้ถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างงานของตัวเอง และงานส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่อง เพื่อทำให้การสร้างสรรค์ต่างๆ เป็นรูปธรรมได้ง่ายขึ้น

"ที่ผ่านมา การศึกษาของไทยมักเน้นให้ตนเรียนรู้งานเฉพาะด้านของตัวเอง แต่บางทีไม่รู้และไม่เข้าใจการทำงานของส่วนอื่นๆ ทำให้การทำงานประสานกันอาจมีปัญหา เช่น นักออกแบบเครื่องประดับส่วนใหญ่จะเก่งและเชี่ยวชาญงานออกแบบอย่างเดียว วาดแบบได้สวยงามดูดีบนแผ่นกระดาษหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ไม่เข้าใจเรื่องการผลิต ดังนั้นบางครั้งไม่สามารถนำแบบไปผลิตเป็นผลงานได้จริงทันที แต่ต้องปรับปรุงแบบอีกมาก ซึ่งถ้านักออกแบบเข้าใจงานด้านอื่นๆ บ้างเช่น งานของวิศวกร และสถาปนิก เข้าใจเรื่องน้ำหนักวัตถุดิบ การพับโค้งงอของวัสดุ การยืดและหดตัวของวัตถุดิบ ฯลฯ ก็จะทำให้การออกแบบมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ช่วยให้การผลิตสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น"

คุณอิสระยังกล่าวว่า ยุคนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหลักสูตรที่เน้นพัฒนาบุคลากรที่สามารถต่อยอดความคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่การทำธุรกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

"ผมได้เห็นความพยายามของ GIT ที่ได้จัดทำโครงการอัตลักษณ์ จากท้องถิ่นสู่สากล ซึ่งลงพื้นที่ไปพบผู้ประกอบการในท้องถิ่นและช่วยกันคิดพัฒนาเครื่องประดับรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดแทรกเอกลักษณ์ท้องถิ่น แต่ทันสมัยมากขึ้น และผมก็เห็นและมีส่วนสนับสนุนการจัดตั้งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ซึ่งต้องการพัฒนาคนเพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ผมคิดว่าประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายถูกต้อง และกำลังเดินไปถูกทางแล้ว"

ขณะเดียวกัน คุณอิสระคาดหวังว่าเมื่อคนรุ่นใหม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการออกมาแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการค้าการตลาดก็จะรับช่วงต่อ แสวงหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพให้กับสินค้าและบริการเหล่านี้

"เมืองไทยของเรามีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีเยี่ยม นานาชาติต่างยอมรับ แต่เราจะต้องรุกหนักด้านการทำตลาดมากขึ้น ต้องต่อรองกับต่างประเทศให้ดีกว่านี้ ซึ่งผมคิดว่าควรจะมีการรวมองค์กรด้านการค้าและการตลาดของไทยเป็นหน่วยงานเดียว หรือไม่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องร่วมมือกันทำงานอย่างจริงจัง โดยคิดถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต" คุณอิสระกล่าวสรุป