คุณชวลิต ซาลวาลา บริษัท ไทยแลปปิ๊ดดารี่ อินเตอร์เนชั่นแนล



สานต่อความยิ่งใหญ่ "พลอยไทย"

ในวงการ "พลอยไทย" มีธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ส่งต่อ "ความสำเร็จ" จากรุ่นสู่รุ่น หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ไทยแลปปิ๊ดดารี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ของ คุณชวลิต ซาลวาลา ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลซาลวาลา ที่ทำธุรกิจค้าอัญมณีมานานกว่าศตวรรษ

"ครอบครัวของเราเริ่มทำธุรกิจอัญมณีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นคุณปู่ค้าขายกับเจ้านายในคุ้มทางเหนือ จากนั้นรุ่นคุณพ่อก็ทำธุรกิจแบบบาร์เทอร์สินค้ากับหลายเมืองในเมียนมา เอาสินค้าจากไทยไปแลกพลอยมาจากเมียนมา และต่อมาได้มาปักหลักในกรุงเทพฯ ค้าขายสินค้าหัตถกรรมไทย ทั้งเครื่องไม้แกะสลัก เครื่องเงิน เครื่องถม ผ้าไหมไทย และรวมถึงพลอย เครื่องประดับ ให้กับทหารอเมริกัน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก" คุณชวลิต เล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจ

เมื่อมีร้านค้าคู่แข่งมากขึ้น ธุรกิจครอบครัวจึงพยายามปรับตัว เลิกการค้าสินค้าที่ไม่ถนัด แต่หันมาทำธุรกิจที่คิดว่าบริษัทมีจุดแข็งมากที่สุดคือ "พลอย" ให้กับผู้นำเข้าระดับสำคัญจากทั่วโลก ตลาดใหญ่คือสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และฮ่องกง และย้ายจากถนนพระราม 1 มาอยู่ถนนสีลมเมื่อปี 2536

"เราเน้นพลอยเนื้อแข็งมากกว่าเนื้ออ่อน จากเดิมสมัยค้าขายหัตถกรรมที่เคยมีคนงาน 200 คน เราก็คัดหัวกะทิมาทำงานกับบริษัทเพียง 20 คน ส่วนที่เหลือจะจับมือกับบริษัทร่วมงาน (affiliate) ซึ่งบริษัทของผมจะมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับท็อป"

"จุดแข็ง" ธุรกิจพลอยไทย

คุณชวลิตกล่าวว่า ธุรกิจพลอยไทยมีความโดดเด่นกว่าประเทศอื่นหลายประการ ทั้งช่างฝีมือ ค่าแรง การเป็นแหล่งกำเนิดพลอยและค้าพลอย

ประเทศไทยมีฝีมือในการทำพลอยก้อนเป็นพลอยสำเร็จ ตั้งแต่การตั้งน้ำ การโกลน การตัดเหลี่ยม และการขึ้นเงา จนเป็นพลอยสำเร็จได้ดีกว่าประเทศอื่น ช่างฝีมือได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากคนรุ่นก่อนและต้องใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนฝีมือกันนานเป็นสิบๆ ปี ช่างเจียระไนพลอยของไทยเข้าใจคุณสมบัติของพลอยดี มีความประณีตพิถีพิถันในการทำงาน

"ช่างเจียระไนของเราทำได้หมด จะเจียระไนให้สวยยังไงก็ได้ คนไทยมีความละเมียดละไมเป็นนิสัย คุ้นเคยกับความประณีต ทำงานด้วยความรัก เอาผลงานเป็นตัวตั้ง ทำให้ทำงานฝีมือได้ดี ส่วนค่าแรงช่างในเมืองไทยก็ถือว่ายังถูกมากเมื่อเทียบกับฝีมือระดับนี้" คุณชวลิต กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้เปรียบชาติอื่นในแง่การเป็นแหล่งกำเนิดพลอย ทำให้ที่ผ่านมา ช่างฝีมือไทยได้มีโอกาสฝึกฝนฝีมือมาโดยตลอด แม้ปัจจุบัน ไทยจะไม่มีแหล่งพลอย แต่ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังติดอันดับโลกไปแล้ว ทำให้นักค้าพลอยและคนที่ต้องการพลอยคุณภาพดียังเดินทางมาค้าพลอยในประเทศไทย

"จันทบุรี ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเจียระไนพลอยที่ดีที่สุดในโลก ถ้าอยากได้ yield สูงสุดจากน้ำหนักควบคู่กับคุณภาพต้องมาที่นี่ การเจียระไนพลอยในไทยทำเพื่อรักษาน้ำหนัก ต้องการ yield สูงที่สุด อาจไม่ได้ cutting ที่สมมาตร แต่น้ำหนักที่ได้ดีแน่นอน และหากต้องการให้เจียระไนให้งดงามแค่ไหน ช่างฝีมือก็ทำได้เช่นกัน" คุณชวลิต แจกแจง


กระตุ้นกำจัด "จุดอ่อน"

ด้วยจุดเด่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน คุณชวลิตมองว่า อุตสาหกรรมพลอยไทยยังสามารถพัฒนาให้เติบโตต่อไปอีกได้ หากสามารถปลดล็อกอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อการขยายตัวของธุรกิจ อาทิ มาตรการทางภาษี ขาดการประมูลพลอยในเมืองไทย ทัศนคติเชิงลบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และมาตรฐานห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพ

โดยอธิบายว่าหากต้องการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโต ภาครัฐจำเป็นต้องยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมด เปิดให้มีการค้าขายอย่างเสรีเช่นเดียวกับฮ่องกง พร้อมกับต้องสนับสนุนให้จัดประมูลพลอยในประเทศไทย จากปัจจุบัน ผู้ค้าพลอยไทยจำเป็นต้องบินไปประมูลพลอยก้อน และพลอยสำเร็จ ที่สิงคโปร์ ขณะเดียวกันต้องพยายามปรับทัศนคติแง่ลบของคนที่มีต่ออัญมณีและเครื่องประดับ

"ต้องทำให้คนเลิกมองอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในแง่ลบ มองว่าเป็นเรื่องของคนรวย เป็นการค้าที่หลบเลี่ยงภาษีได้ง่าย เป็นการฟอกเงิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลเสียต่อวงการ"

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องควบคุมมาตรฐานของห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพและรับรองอัญมณีและเครื่องประดับ 18 แห่ง แต่มีคุณภาพเพียง 4-5 แห่งเท่านั้น

"ห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ GIT เป็นแล็บที่มีมาตรฐานและทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ แต่ยังมีแล็บอีกหลายแห่งที่ด้อยมาตรฐาน และสามารถออกใบเซอร์ได้ ดังนั้นภาครัฐต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ ต้องกำหนดให้การออกใบเซอร์ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีบทลงโทษ เพราะการปล่อยให้มีแล็บที่ไม่มีมาตรฐาน เป็นการทำลายธุรกิจที่มีมูลค่าสูงอย่างอัญมณีและเครื่องประดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป" คุณชวลิต อธิบายเพิ่มเติม

เร่งพัฒนาคน-ส่งเสริมซื้อเพื่อลงทุน

คุณชวลิตยังต้องการเห็นสถาบัน GIT มีหลักสูตรภาคปฏิบัติเพื่อผลิตช่างเจียระไน ซึ่งกำลังเป็นกลุ่มแรงงานที่ขาดแคลน และเป็นช่างฝีมือที่มีรายได้ดี

"ช่างเจียระไนสามารถกำหนดเงินเดือนได้ตั้งแต่ 15,000 - 40,000 บาท ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าช่างเจียระไนพลอยมีค่าตัวเท่ากับช่างเครื่องยนต์ เป็นสาขาที่ขาดแคลน ต้องเอาคนมาฝึก ซึ่ง GIT ช่วยเรื่องนี้ได้"

นอกจากนี้ หากต้องการเป็น "ฮับการค้าอัญมณี" ประเทศไทยต้องส่งเสริมการลงทุนด้านอัญมณีอย่างเป็นระบบ มีหลักการและข้อมูลการลงทุน ที่สร้างความเชื่อถือและมั่นใจให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้ออัญมณีเพื่อการลงทุน

"ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของอัญมณีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-30 เท่า ประเทศไทยต้องส่งเสริมให้มีการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับเพื่อการลงทุน (Gem Investment for Security) มีผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่า Gem Investment Consultant คอยให้คำปรึกษา คำแนะนำ อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจหลักการลงทุนอัญมณี"

คุณชวลิตอธิบายหลักการซื้ออัญมณีเพื่อการลงทุนด้วยว่า เบื้องต้น ผู้ซื้อต้องรู้ว่าจะซื้ออัญมณีชนิดไหน รู้วัตถุประสงค์ของการซื้อ ระยะเวลาลงทุน

"การซื้อเพื่อการลงทุนต้องซื้ออัญมณีที่มีมูลค่าสูง คือ ต้องสวย หายาก เป็นของดี แม้จะซื้อแพง แต่ราคาก็จะแพงขึ้นไปอีก ต้องรู้ว่าจะซื้ออัญมณีเพื่ออะไร จะซื้อเพื่อการลงทุน หรือซื้อเพื่อความสวยงาม ต้องรู้ว่าระยะเวลาที่พอใจลงทุนนานแค่ไหน เพื่อเลือกอัญมณีให้เหมาะสมกับการลงทุนของตัวเอง อัญมณีอย่างเช่นทับทิม ไพลินราคาสูงขึ้นแน่นอน เพราะปริมาณสนองตอบต่อความต้องการของตลาดมีค่อนข้างน้อย มรกตมีการผลิตสูงกว่าความต้องการ เพราะมีอุปทานจากหลายแหล่งกำเนิด เช่น โคลอมเบีย แซมเบีย บราซิล อินเดีย มาดากัสกา และล่าสุดคือเอธิโอเปีย ส่วนเพชร อุปสงค์และอุปทานถูกควบคุมโดย De Beers ซึ่งคุมตลาดเพชรดิบประมาณ 70% ของทั่วโลก ดังนั้นราคาเพชรจะคล้ายกับราคาน้ำมันดิบ และราคาทองคำ ราคาขึ้นลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนทับทิม ไพลิน บุษราคัมกลุ่มพลอยเนื้อแข็งมีอุปทานต่อตลาดต่ำกว่าอุปสงค์มาก และยังไม่มีการควบคุมตลาด เพราะไม่สามารถทำได้" คุณชวลิต อธิบาย

นอกจากนี้ ต้องเข้าใจรสนิยมความชอบของลูกค้าในแต่ละประเทศ เช่น ตลาดออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาชอบซื้อพลอยสีเข้ม ตลาดญี่ปุ่นชอบทับทิมสวยต้องสีหวาน สีออกชมพู และที่สำคัญการซื้อเพื่อการลงทุนจะต้องซื้ออัญมณีที่มีใบรับรองจากสถาบันตรวจสอบคุณภาพชั้นนำ

"ต้องมีการรับรองคุณภาพจากแล็บสำคัญที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ ซึ่งในโลกมีอยู่ไม่กี่แห่ง โดยแล็บที่สถาบันเพื่อการประมูล เช่น Christie’s และ Sotheby’s ให้การยอมรับได้แก่ SSEF (Swiss Gemmological Instititute), GRS (GemResearch Swisslab), AGL (American Gemological Laboratories), GIA (Gemological Institute of America), GUBELIN (Gübelin Gem Lab), AGTA (American Gem Trade Association), และ GIT (The Gem and Jewelry Institute of Thailand) ดังนั้นพลอยสำคัญมากที่จะซื้อต้องได้รับใบรับรองอย่างน้อยจาก 2 ใน 3 ของแล็บชั้นนำเหล่านี้"

คู่แข่งมาแรง

ขณะที่ประเทศไทยจะต้องเร่งกำจัดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็ง เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ คุณชวลิตชี้ว่า ไทยก็ต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งหลายประเทศ ซึ่งต่างมีจุดเด่นแตกต่างกัน ได้แก่ "อินเดีย" และ "ศรีลังกา" ที่มีค่าแรงพอๆ กับไทย แต่มีข้อได้เปรียบคือ มีต่างชาติเข้าไปลงทุนเยอะทั้งด้านเทคนิค และตลาดรองรับสินค้า ส่วน "จีน" เป็นตลาดที่เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติย้ายฐานการผลิตสินค้าเข้าไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ด้านประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน คือ "เวียดนาม" เป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิต ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตทั้งเครื่องประดับและการเจียระไนจากไทยไปเวียดนาม เพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบและค่าแรงในเวียดนาม ส่วน "กัมพูชา" และ "เมียนมา" ก็เป็นแหล่งวัตถุดิบใหญ่เช่นกัน โดยกัมพูชามีชื่อเสียงด้านไพลิน ส่วนเมียนมามีพลอยทุกชนิด

"ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือคู่แข่งที่กำลังมาแรง และที่ผ่านมามีคนไทยเข้าไปร่วมลงทุนในประเทศเหล่านี้ด้วย" คุณชวลิต กล่าว

ไม่ว่าต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่คุณชวลิตก็เชื่อมั่นว่า ชื่อเสียงด้านพลอยของประเทศไทยที่สั่งสมมายาวนานคือข้อได้เปรียบสำคัญ และหากสามารถขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ พร้อมส่งเสริมการค้าพลอยแบบใหม่ ประเทศไทยสามารถผงาดเป็น "ศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณี" ได้แน่นอน