คุณพ้อง พรสมิทธิกุล เจ้าของแบรนด์ PONK SMiTHi (พ้อง สมิทธี)

ถอด DNA ดีไซเนอร์เลือดใหม่

จากหนุ่มนักโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ทว่าเส้นทางชีวิตของผู้ชายคนนี้กลับเบนเข็มเข้าสู่วงการนี้ชนิดที่เขาเองอาจไม่คาดคิดมาก่อน ยิ่งเมื่อผนวกกับความใฝ่รู้ และกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ทำให้ "คุณพ้อง พรสมิทธิกุล" เจ้าของแบรนด์ PONK SMiTHi (พ้อง สมิทธี) กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการเครื่องประดับที่น่าจับตามองคนหนึ่ง

"หลังจากช่วยงานเครื่องประดับของญาติประมาณ 10 ปี ผมจึงมาสร้างแบรนด์ของตัวเองครั้งแรกชื่อ Smithi Jewelry เมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว จากนั้นก็มาทำแบรนด์ PONK SMiTHi ประมาณ 2-3 ปีแล้วครับ แบรนด์นี้เป็นเครื่องประดับที่ใช้เทคนิค "โมกุเม่ กาเน่" เทคนิคดั้งเดิมในการทำดาบซามูไรของชาวญี่ปุ่น และนำมาผสมผสานกับงานช่างฝีมือไทย" คุณพ้องเล่าถึงจุดเริ่มต้นบนถนนสายเครื่องประดับ

ตักตวงความรู้จากหลายสำนัก

แม้จะสั่งสมประสบการณ์ทำงานในวงการนี้มาระยะหนึ่งก่อนจะทำแบรนด์ของตัวเอง แต่คุณพ้องก็ยังอยากรู้เรื่องราวอัญมณีและเครื่องประดับให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านนี้โดยเฉพาะ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งที่นี่เองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อเขาได้เห็นลวดลายเทคนิคโมกุเม่ กาเน่ และสนใจศึกษาอย่างจริงจังจนถึงขั้นทำเป็นวิทยานิพนธ์ก่อนจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่สำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านกระบวนการคิด การออกแบบเครื่องประดับ และวางแผนในการพัฒนาธุรกิจ ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT อีกด้วย

"ผมไม่มีพื้นฐานด้านจิวเวลรี่มาก่อน ก็เลยเรียนทุกอย่าง สำหรับที่ GIT ผมเรียนหลายคอร์สเลยครับทั้งแบบฟรีและเสียเงิน คอร์สที่ผมคิดว่าช่วยพัฒนาตัวผมได้มากที่สุดคือ คอร์สการออกแบบ เพราะผมคิดว่าการออกแบบเป็นจุดอ่อนของผม" คุณพ้อง เล่าพร้อมกับอธิบายต่อว่า "การออกแบบไม่ใช่แค่วาดรูป แต่เราต้องหาแรงบันดาลใจให้เจอ ต้องถ่ายทอดความรู้สึกผ่านชิ้นงานให้ได้ และด้วยความที่ผมเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจึงยากนิดนึง เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น หลักสูตรนี้ช่วยผมได้มาก ซึ่งเราก็ต้องรู้จักปรับให้เข้ากับสไตล์ของเราเอง ต้องปรับความรู้ที่เรียนจากหลายๆ สถาบัน ให้เข้ากับเรา"


มนต์เสน่ห์ "โมกุเม่ กาเน่"

คุณพ้องเล่าต่อถึงการสร้างสรรค์งานเครื่องประดับโมกุเม่ กาเน่ ว่ามีความพิเศษคือ เครื่องประดับแต่ละชิ้นจะมีลวดลายแตกต่างกัน หรือเรียกได้ว่ามีชิ้นเดียวในโลก

"การทำเครื่องประดับแบบโมกุเม่ กาเน่ เราต้องรู้จักคุณสมบัติโลหะแต่ละชนิดที่จะนำมาใช้ โลหะแต่ละชนิดก็จะมีสีแตกต่างกัน เราต้องวางแผนคำนวณคร่าวๆ เช่น จะใช้โลหะชนิดไหนกี่เปอร์เซ็นต์ ความหนาโลหะเท่าไหร่ ใช้กี่ชั้น เพราะจำนวนชั้นของโลหะมีผลต่อลายที่จะเกิดขึ้น เมื่อคำนวณทุกอย่างดีแล้ว เราก็จะพอประเมินได้ว่าลวดลายจะออกมาอย่างไร"

การทำงานสไตล์นี้ คุณพ้องบอกว่า ดีไซเนอร์จะต้องออกแบบ และบริหารจัดการวัตถุดิบที่นำมาใช้ให้ดี เพื่อให้ได้ขนาดของลวดลายที่เหมาะสมกับขนาดของเครื่องประดับ ในต้นทุนที่ลูกค้าต้องการ

"การทำงานแบบนี้ต้องวางแผนก่อนเสมอ เพื่อใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด งานนี้ต่างจากการผลิตเครื่องประดับทั่วไป ที่ดีไซเนอร์จะออกแบบและสั่งผลิตเลย แต่งานโมกุเม่ กาเน่ ดีไซเนอร์ต้องรู้ว่าจะใช้วัสดุอะไรบ้าง ต้องออกแบบกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้วัสดุที่มีลายที่ต้องการ และนำวัสดุที่ได้มาผลิตเป็นชิ้นงานเครื่องประดับ ซึ่งต้นทุนโลหะพวกนี้แพง ดังนั้นต้องมีการวางแผนที่ดี"

คุณพ้องย้ำว่า เขาเน้นสร้างวัสดุที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อให้ช่างฝีมือไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทักษะการทำงานมากนัก โดยช่วงแรกเป็นการพัฒนาวัสดุเพื่อแบรนด์ของตัวเองเป็นหลัก


บริหารธุรกิจแบบมองภาพรวม

คุณพ้องเล่าต่อว่า ในการทำธุรกิจเขาจะมองภาพรวมเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเฉพาะขายปลีก ขายส่ง การรับจ้างผลิต (OEM) หรือการผลิตวัสดุ ขณะที่การสร้างสรรค์เครื่องประดับจะมาจากทั้งความชอบส่วนตัว และความต้องการของลูกค้า โดยจะสำรวจตลาดทางอินเทอร์เน็ต เพื่อศึกษาเทรนด์ และความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็ยอมรับว่า ทำเครื่องประดับเพื่อโชว์ศักยภาพของวัสดุมากกว่าหวังผลการจำหน่ายในปัจจุบัน

"ผมคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินด้านวิทยาศาสตร์ (Science Artist) และเป็นคนค้าขาย (Trader) ด้วย อยากเห็นคนที่คิดถึงงานโมกุเม่ กาเน่ ทุกรูปแบบ ต้องคิดถึงแบรนด์ PONK SMiTHi ก่อนเสมอ" คุณพ้อง กล่าว

ปัจจุบัน แบรนด์ PONK SMiTHi มีลูกค้าหลายกลุ่ม ซึ่งล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน ชื่นชอบความเป็นหนึ่งเดียว ไม่เหมือนใคร

"ลูกค้าเครื่องประดับส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ที่รู้จักงานประเภทนี้อยู่แล้ว ส่วนคนไทยเรายังต้องอธิบายแนะนำให้รู้จักกับเครื่องประดับประเภทนี้ ปัจจุบัน ลูกค้าคนไทยจะเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบงานศิลปะ ชอบความ Unique ความพิเศษเป็นหนึ่งเดียว ไม่ชอบเครื่องประดับที่เหมือนกับคนอื่น นอกจากนี้ ผมก็มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นดีไซเนอร์ที่ซื้อวัสดุไปผลิตชิ้นงานต่อไปด้วย"


เครื่องประดับยุคใหม่ต้องขายความต่าง

ในฐานะคนทำเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณพ้องมองว่า การผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับในปัจจุบันยากกว่าสมัยก่อนมาก เพราะคนซื้อต้องการความแตกต่าง

"เมื่อสมัย 30 ปีก่อน ทำอะไรออกมาก็ขายได้ ไม่ต้องมีดีไซน์มาก แค่ฝังพลอยเม็ดเดียวก็ขายได้แล้ว แต่ตอนนี้คนต้องการเครื่องประดับที่สวย มีความแตกต่าง ถ้าผู้ผลิตเครื่องประดับทำอะไรเหมือนกับคนอื่น มันก็ไม่น่าซื้อ ถ้าไม่แตกต่างจากคนอื่น ในที่สุดก็ต้องมาแข่งกันที่ราคาเท่านั้น"

คุณพ้องมองว่า นักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่มีโอกาสและช่องทางต่างๆ หลากหลาย แต่ที่สำคัญต้องหาจุดยืนของตัวเองให้ได้

"เมื่อมีช่องทางแล้ว ก็ต้องรู้จักพัฒนาต่อ หาจุดอ่อนของตัวเอง และหาความแตกต่างให้ได้ ทุกคนมีโอกาสทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถสร้างความแตกต่างที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ต่างหาก"

ด้วยเหตุนี้เอง คุณพ้องจึงสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาตัวเอง พร้อมสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ PONK SMiTHi

"เราต้องเรียนรู้และพัฒนาสินค้าของตัวเองไปเรื่อยๆ สร้างความแตกต่างของตัวเอง ตอนนี้ ผมคิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย แต่สิ่งที่ทำมาตลอดคือการเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อความสำเร็จในอนาคต ถ้าวันไหนโอกาสมา เราคว้าทัน ก็ทำให้เราสำเร็จได้"


อนาคต PONK SMiTHi

สำหรับการขยายตลาดในอนาคต คุณพ้องจะเดินหน้าออกงานแสดงสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์และหาคู่ค้าใหม่ๆ

"ตลาดโมกุเม่ กาเน่ ในเมืองไทย ยังถือว่าแคบ ดังนั้นเราต้องมองตลาดระดับโลก ซึ่งตอนนี้คนที่ทำงานโมกุเม่ กาเน่ คุณภาพระดับนี้ได้ยังมีจำนวนน้อย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของเราในการหาตลาดในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา GIT ได้ช่วยสนับสนุนแบรนด์ให้ไปร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจัดทำหนังสือประชาสัมพันธ์แบรนด์ และยังเปิดโอกาสให้ได้ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ทำให้ผมได้มุมมองที่แตกต่างมากขึ้น"

ขณะเดียวกัน คุณพ้องมุ่งมั่นจะพัฒนากระบวนการผลิตโมกุเม่ กาเน่ ต่อไป ให้สามารถผลิตปริมาณเยอะกว่าเดิม เพื่อป้อนลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้

"แม้การผลิตเครื่องประดับโมกุเม่ กาเน่ จะมีมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังมีการค้าส่งน้อยมาก เพราะเป็นงานแฮนด์เมดเกือบทั้งหมด ทำให้ปริมาณการผลิตน้อย ซึ่งผมคิดจะพัฒนากระบวนการผลิตให้ใช้เครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งหากตลาดผู้บริโภคใหญ่มากพอ ก็พร้อมจะลงทุนด้านนี้"

คุณพ้องย้ำว่า เขาจะไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาแบรนด์ต่อไป เพราะเชื่อว่า ลูกค้ามีความต้องการใหม่ๆ เสมอ และที่สำคัญเขายังต้องการให้ทุกคนในวงการอัญมณีและเครื่องประดับพัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน เพื่อร่วมแข่งขันในเวทีโลก

"เราทำวันนี้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะอยู่กับเราตลอด ลูกค้าต้องการสินค้าใหม่เสมอ ถ้าครั้งต่อไปเราทำไม่ได้ดีเท่ากับวันนี้ เท่ากับแบรนด์ไม่มีการพัฒนา สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ แบรนด์ผมพัฒนา และแบรนด์อื่นๆ ก็พัฒนาด้วย เพื่อสร้างทีมไทยแลนด์ และออกไปสู้กับคู่แข่งในต่างประเทศด้วยกัน" คุณพ้อง สรุปมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่ตนเองอยากเห็น