คุณพิชิต นิลประภาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดรากอนไฟน์เจมส์ จำกัด

โมซัมบิก ดินแดนแห่งการผจญภัย

ไม่มีคำว่าช้าเกินไป หากคนเราต้องการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ สักอย่างหนึ่ง ดังที่ คุณพิชิต นิลประภาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดรากอนไฟน์เจมส์ จำกัด นักธุรกิจรุ่นแรกที่บุกเบิกการค้าพลอยในโมซัมบิก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะก้าวเข้าสู่วงการอัญมณีและเครื่องประดับด้วยวัย 40 ปี ซึ่งอาจถือว่าช้าสำหรับคนในวงการนี้ แต่เขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง

"ผมเกิดในครอบครัวรับเหมาก่อสร้าง ทำโรงไม้ เรียนจบด้านรัฐศาสตร์ เรียกว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับวงการพลอยเลย แต่เมื่อปี 2537 ผมได้ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเขาทำธุรกิจค้าพลอย นำพลอยมาจากเมียนมา ผมเห็นเขาทำแล้วก็สนใจ เห็นพลอยแค่เม็ดเล็กๆ แต่ซื้อขายกันเป็นหลักล้าน เราจึงค่อยๆ เรียนรู้และฝึกฝน ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ผมก็เผาพลอยได้ ถือว่าเราเรียนลัดได้เร็ว เพราะกล้าที่จะลอง ตอนนี้ถ้าเทียบกับคนอื่นในวงการ ผมก็ยังมือไม่เก๋านะ แต่ผมกล้าที่จะบุกเบิก ให้ไปไหนก็ไป ลงมือทำเอง ทำให้มีประสบการณ์มาก"

เหินฟ้าสู่แอฟริกา

หลังจากค้าพลอยบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาอยู่ระยะหนึ่งจนถึงปี 2542 คุณพิชิตได้ข่าวว่ามีพลอยที่ประเทศมาดากัสการ์ ทั้งทับทิมและพลอยชนิดอื่นๆ จึงตัดสินใจเดินทางไปค้นหาโอกาสใหม่ในดินแดนแอฟริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งการค้าพลอยในมาดากัสการ์สมัยนั้นยังไม่มีระบบเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันสามารถจดทะเบียนตั้งบริษัทและซื้อขายพลอยได้อย่างสะดวกตามที่กฎหมายกำหนด

"พ่อค้าพลอยอย่างผมเป็นนักแสวงหาอยู่แล้ว พอมีข่าวว่าที่ไหนมีพลอยออกมา เราก็บุกไปโดยไม่ย่นย่อ ผมไปค้าพลอยในมาดากัสการ์อยู่ประมาณ 4 ปี และเมื่อปริมาณพลอยน้อยลง ก็ย้ายไปอยู่ที่แทนซาเนียอีกประมาณ 2 ปี"

คุณพิชิตเล่าว่า ปัจจุบันระบบการค้าพลอยในแทนซาเนียเป็นระบบดีมาก มีกฎหมายดี สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ สามารถซื้อขายพลอยได้อย่างถูกกฎหมาย และปัจจุบัน ทางการแทนซาเนียต้องการให้นักลงทุนนำองค์ความรู้เข้าไปช่วยพัฒนาวงการอัญมณีของประเทศ จากเดิมที่เคยค้าพลอยดิบ ก็ต้องการให้เจียระไนเป็นพลอยสำเร็จก่อนส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ

"แทนซาเนียมีพลอยจำนวนมาก ดังนั้นยังไม่สามารถเจียระไนได้มากพอ ตอนนี้การเจียระไนก็ยังธรรมดา ต้องส่งออกไปแก้ไขเพิ่มเติมที่ปลายทาง ที่นี่มีพลอยดังๆ คือ พลอยสีน้ำเงินเนื้ออ่อนแทนซาไนต์ ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น และเยอรมนี"


ข้ามแดนสู่แหล่งพลอย “โมซัมบิก”

ระหว่างที่ทำธุรกิจในแทนซาเนีย คุณพิชิตได้พบกับโอกาสใหม่อีกครั้ง เมื่อโบรกเกอร์ชาวแทนซาเนียนำทับทิมจากโมซัมบิกมาให้ดู ความงดงามของทับทิมดังกล่าวได้จุดประกายให้เขาเดินทางข้ามประเทศไปทำในธุรกิจในดินแดนโมซัมบิก ที่ขึ้นชื่อว่ามีทับทิมคุณภาพเยี่ยมอีกแหล่งหนึ่งของโลก ตั้งแต่ปี 2555

"ผมเป็นคนไทยรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปค้าพลอยในโมซัมบิก และพยายามปรับตัวจนสามารถอยู่กับระบบของประเทศ และทำธุรกิจในโมซัมบิกได้จนถึงปัจจุบัน ในช่วงพีกๆ มีคนไทยอยู่ที่นั่นมากถึง 400-500 คน พวกเราไปรอซื้อพลอยจากนักขุดพลอยท้องถิ่น ส่วนตอนนี้มีคนไทยในโมซัมบิกราว 200 คน ซึ่งสร้างบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นชุมชนขนาดย่อมๆ ประมาณกว่า 100 หลังคาเรือน"

คุณพิชิตเล่าว่า ปัจจุบันพลอยในโมซัมบิกน้อยลงกว่าช่วงแรกๆ ที่เข้าไปพอสมควร สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Gemfields รับสัมปทานทำเหมืองพลอยตั้งแต่ปี 2556 และมีการพัฒนาปรับการขุดพลอยและรับซื้อพลอยให้เป็นระบบมากกว่าเดิม

"Gemfields จากประเทศอังกฤษได้สัมปทานทำเหมืองพลอยในพื้นที่ 21 ตารางกิโลเมตรที่ Montepuez ซึ่งช่วงแรกๆ ก็มีนักแสวงโชคเข้าไปขุดพลอยในพื้นที่ดังกล่าวบ้าง และนำพลอยออกมาขาย แต่ระยะหลังมีการควบคุมดีขึ้น มีพลอยออกมานอกพื้นที่น้อย ซึ่งทางบริษัทจะจัดประมูลพลอยให้กับผู้ที่สนใจซื้อเป็นระยะๆ หากคนไทยหรือบริษัทไทยต้องการพลอยจากโมซัมบิก ก็สามารถไปซื้อผ่านช่องทางนี้ได้"

นอกจาก Gemfields แล้ว ก็ยังมีบริษัท Mustang Resources จากออสเตรเลีย ได้รับสัมปทานทำเหมืองในโมซัมบิกเช่นกัน แต่เล็กกว่าการลงทุนของ Gemfields และคุณภาพของพลอยไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเครื่องมือไม่พร้อมเท่ากับบริษัทจากอังกฤษ ซึ่งปัจจุบัน บริษัท Mustang Resources ได้เปิดพื้นที่ให้ชาวโมซัมบิกไปขุดหาพลอยฟรี และตั้งจุดรับซื้อจากชาวบ้านทั้งหมด ก่อนนำมาประมูลขายให้บริษัทค้าพลอยอื่นต่อไป


พลอยโมซัมบิกคุณภาพเยี่ยม ปริมาณมหาศาล

เมื่อให้เปรียบเทียบพลอยเมียนมาและพลอยโมซัมบิก คุณพิชิตชี้ว่า เมียนมาได้เปรียบเรื่องสีพลอย แต่ด้อยกว่าโมซัมบิกในแง่ของเนื้อพลอย

"พูดถึงคุณภาพ พลอยเมียนมาจัดเป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะได้เปรียบเรื่องสี แต่ถ้าวัดกันที่เนื้อพลอยแล้วกลับสู้โมซัมบิกไม่ได้ โดยทั่วไปการจะหาทับทิมใหญ่ระดับ 10 กะรัตหายากมาก แต่ในโมซัมบิกกลับมีเยอะมาก อาจถึงขนาดมีปริมาณเกินความต้องการก็ว่าได้"

คุณพิชิตยังอธิบายถึงเรื่องสีทับทิมต่อว่า "คนทั่วไปเชื่อว่าทับทิมเมียนมาดีที่สุด มีสี Pigeon Blood ส่วนทับทิมของโมซัมบิกจะให้ระดับ Vivid Red แต่เพิ่มรายละเอียดว่ามีกี่ดาว ซึ่งคนในวงการรู้ดีว่าสีทับทิม Vivid Red 3 ดาว ก็ทัดเทียมกับสี Pigeon Blood แล้ว"

ทั้งนี้ โมซัมบิกถือเป็นแหล่งทับทิมที่มีขนาดใหญ่มากของโลก โดยมีคุณภาพแทบไม่ได้เป็นรองทับทิมเมียนมา แถมยังมีปริมาณมหาศาล ดังนั้นจึงเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับของวงการอัญมณีและเครื่องประดับไทย


ชีวิตดั่ง “สุนัขล่าเนื้อ” ในแอฟริกา

จากประสบการณ์ในวงการค้าพลอยที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปแสวงโชคไกลถึงแอฟริกา คุณพิชิตเปรียบชีวิตของคนค้าพลอยดั่งสุนัขล่าเนื้อ ที่พร้อมเสาะแสวงหาพลอยเนื้อดีมาป้อนสู่วงการอัญมณีและเครื่องประดับไทย ซึ่งการใช้ชีวิตในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

"พลอยไม่เกิดในประเทศที่เจริญแล้ว ทุกที่ที่เราไปล้วนกันดารลำบาก ซึ่งในบรรดาประเทศที่ผมเคยไปมา โมซัมบิกกันดารกว่าที่อื่นมาก บ้านเมืองล้าหลังกว่าไทยประมาณ 60 ปี พวกเราคนไทยอยู่รวมกันเป็นชุมชน ปลูกบ้านอยู่ในพื้นที่ละแวกเดียวกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือพึ่งพากัน เราซื้อน้ำบ่อมาใช้ ต้องซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดมาดื่ม เพราะโมซัมบิกมีปัญหาไข้มาลาเรียหนัก คนไทยเจ็บป่วยเพราะโรคนี้ต้องมารักษาที่เมืองไทยก็หลายคน ที่เสียชีวิตก็มีเหมือนกัน ความเป็นอยู่โดยทั่วไปก็ถือว่าลำบาก บางครั้งไฟดับเป็นเดือน บางทีกลางคืนก็มีคนมาปล้นชิงทรัพย์สิน ซึ่งคนไทยก็ต้องระแวดระวังภัยให้กันและกัน"

แม้จะต้องยากลำบาก แต่คุณพิชิตและพ่อค้าพลอยชาวไทยคนอื่นๆ ก็ไม่ย่อท้อ เพราะถือว่านี่คืออาชีพ และการที่พลอยเกิดในดินแดนลำบากแบบนี้ ทำให้คนไทยมีโอกาสได้ทำธุรกิจนี้ เพราะถ้าแหล่งพลอยอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศร่ำรวย คนไทยคงหมดโอกาสอย่างแน่นอน

เมื่อให้เปรียบเทียบความเป็นอยู่ใน 3 ประเทศแอฟริกาที่เคยไปทำธุรกิจมาแล้ว คุณพิชิตชื่นชม "มาดากัสการ์" ในแง่ความเป็นอยู่สะดวกสบาย ปลอดภัย และ "แทนซาเนีย" มีระบบบริหารจัดการดี ส่วน "โมซัมบิก" ดีที่สุดคือพลอย

"มาดากัสการ์ กินอยู่สะดวกสบาย ปลอดภัยที่สุด อาหารทะเลดี ราคาไม่แพง คนไนซ์ (nice) การค้าพลอยมีระบบดีรองจากแทนซาเนีย ซึ่งทุกอย่างเป็นระบบดีมาก การซื้อขาย นำเข้าและส่งออกวัตถุดิบสะดวก รวมถึงระบบชำระเงินสะดวก ส่วนโมซัมบิกมีดีเรื่องพลอยอย่างเดียว"

นอกจาก 3 ดินแดนแอฟริกาที่ได้ปักธงทำธุรกิจมาแล้ว คุณพิชิตได้เข้าไปดูลู่ทางใน "เอธิโอเปีย" ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นตลาดพลอยที่จะเติบโตในอนาคต

"เมื่อปี 2560 ผมได้เข้าไปเอธิโอเปีย ซึ่งพลอยเพิ่งเกิด เป็นพลอยสีน้ำเงิน แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะกับการลงทุน ยังมีพลอยสดที่นำมาขายได้เลยน้อย ขณะเดียวกัน คนที่นั่นยังมีประสบการณ์น้อย ทำให้ตั้งราคาพลอยสูงเกินไป ดังนั้นจึงควรรออีกสักระยะ ก่อนเข้าไปทำธุรกิจ ซึ่งผมเชื่อว่า อีกไม่นาน ที่นี่จะเป็นตลาดสำคัญที่คนไทยเข้าไปค้าพลอย ในด้านความเป็นอยู่นั้น ผมขอให้คนไทยต้องลืมภาพเอธิโอเปียที่เคยรู้มา เพราะตอนนี้ที่นี่เจริญมาก คนนิสัยดีมาก ผมไปแอฟริกามาหลายประเทศ แต่ไม่เคยเจอเมืองหลวงที่ไหนเจริญเท่านี้ มีโรงแรมระดับ 10 ชั้น มากถึง 500 แห่ง ค่าโรงแรมไม่แพงประมาณคืนละพันบาทต้นๆ ต่างจากโมซัมบิกที่แพงมาก ตกคืนละ 4,000-6,000 บาท ซึ่งโรงแรมระดับเดียวกันในเมืองไทยคืนละประมาณ 500-600 บาทเท่านั้น"


คนไทยค้าพลอยเก่งเพราะชำนาญและกล้าเสี่ยง

จากที่ได้ทำธุรกิจค้าพลอยในต่างประเทศมานานหลายสิบปี คุณพิชิตมั่นใจว่า "คนไทย" คือนักค้าพลอยแถวหน้าของโลก เนื่องจากอดีต ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งพลอยสำคัญทำให้คนไทยได้เรียนรู้และสั่งสมความชำนาญด้านนี้มานาน และที่สำคัญมีความกล้าเสี่ยงจนสามารถสร้างองค์ความรู้ที่เหนือกว่าคนชาติอื่น

"คนไทยกล้าที่สุดคือการเผาพลอย ซึ่งเป็น Know-how มหัศจรรย์ ที่ปรับปรุงคุณภาพพลอยให้ดีขึ้น ซึ่งไม่มีใครทำแบบนี้ได้เหมือนเรา นอกจากนี้ คนไทยยังเก่งเรื่องการตั้งน้ำ การเลี้ยงน้ำหนักพลอย ซึ่งเราทำได้ดีมาก และสิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อราคาพลอย"

ในส่วนของตัวเองนั้น คุณพิชิตมองว่าสามารถก้าวมาอยู่ ณ จุดนี้ได้ เพราะความมุ่งมั่น ตั้งใจเรียนรู้ และกล้าหาญ

"ผมคิดว่าความสำเร็จในวันนี้เกิดจากความพยายามเป็นหลัก กล้าที่จะบุกเบิก ไม่กลัวอุปสรรคขวากหนาม การค้าขายในแอฟริกา ถ้าใจไม่ถึงทำไม่ได้แน่นอน เพราะทุกที่มีปัญหาทั้งนั้น แต่ผมไม่เคยถอดใจ ถ้าเจอปัญหา เราต้องหาวิธีแก้ไขให้ได้ ทำให้เราอยู่ได้ เพราะถ้าไม่ดิ้นรน เราก็ต้องจบอาชีพ"

และแน่นอนว่า การผจญภัยในดินแดนแอฟริกาของคุณพิชิตยังคงดำเนินต่อไป เพราะนักค้าพลอยรุ่นใหญ่คนนี้บอกว่า "เขาพร้อมจะเดินทางไปทุกที่ที่มีพลอย"