คุณจิกกู้ สุคาเดีย เจ้าของบริษัท สุคาเดีย สโตนส์ จำกัด

วิถีการค้าพลอยไทย

ความรักความหลงใหลในอัญมณีคือแรงพลังให้หนุ่มชาวภารตะจากภาคตะวันตกของอินเดีย เลือกเดินในเส้นทางธุรกิจอัญมณีมานานเกือบสี่ทศวรรษ พร้อมก่อร่างสร้างบริษัทค้าทับทิมและแซปไฟร์จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ "คุณจิกกู้ สุคาเดีย" เจ้าของบริษัท สุคาเดีย สโตนส์ จำกัด ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พร้อมชี้แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในอนาคต

คุณจิกกู้เกิดและเติบโตที่เมือง Khambhat ของอินเดีย ซึ่งขึ้นชื่อด้านทับทิมและแซปไฟร์ ทำให้เขาสนใจธุรกิจนี้มาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะจากบ้านเกิดเมืองนอนมาลงหลักปักฐานที่ประเทศไทยตั้งแต่ 38 ปีที่แล้ว และอยู่บนเส้นทางอาชีพอัญมณีมาตลอด

"ผมมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุ 17 ปี ผมทำงานกับบริษัทอัญมณีมาตลอด รักธุรกิจนี้มาก และได้เปิดบริษัทของตัวเองคือ สุคาเดีย สโตนส์ เมื่อปี พ.ศ. 2544 ซึ่งสมัยนั้น อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก ดีมาก มีคนทำงานจำนวนมาก" คุณจิกกู้ เล่าถึงวงการอัญมณีไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน พร้อมบอกว่า ในช่วงแรกๆ ของการทำธุรกิจ เขาจำหน่ายทับทิมสยามจากจันทบุรี และแซปไฟร์ เพราะยุคนั้นไทยยังมีแหล่งอัญมณีอุดมสมบูรณ์ ต่างจากปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศ

"สินค้าหลักของบริษัทคือทับทิม และแซปไฟร์ ปัจจุบันผมซื้อวัตถุดิบมาจากหลายแหล่ง ซึ่งมีคนนำเข้ามาจำหน่ายที่จันทบุรี และกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ผมจะซื้อทับทิมจากแหล่งในแอฟริกา เช่น โมซัมบิก ซึ่งเป็นทับทิมคุณภาพดี สามารถซื้อหาได้สะดวก มีปริมาณสม่ำเสมอ ต่างจากทับทิมจากเมียนมาที่มีคุณภาพดีเช่นกัน แต่ยังขาดแคลน ปริมาณยังไม่สม่ำเสมอ เมื่อเจียระไนปรับปรุงคุณภาพแล้ว ผมจะส่งทับทิม และแซปไฟร์ ไปจำหน่ายลูกค้าทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย ฮ่องกง ยุโรป"


ศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีไทย

จากประสบการณ์เกือบ 40 ปีในวงการอัญมณีไทย คุณจิกกู้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยมาก โดยเฉพาะช่างฝีมือที่โดดเด่นกว่าช่างในประเทศอื่น และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะยังไม่มีประเทศใดแข่งขันกับไทยได้ในเรื่องนี้

"ช่างฝีมือไทยเก่ง มีฝีมือดีและโดดเด่นมาก มีความสามารถด้านการเจียระไน ซึ่งในตลาดพลอยสี ผมยังไม่เห็นว่าจะมีประเทศไหนจะสามารถแข่งขันกับไทยได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะช่างฝีมือไทยเชี่ยวชาญด้านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพวัตถุดิบ การเจียระไน ซึ่งช่างในประเทศอื่นยังไม่สามารถทำได้แบบนี้ " คุณจิกกู้อธิบาย พร้อมกล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากทักษะฝีมือแล้ว ตอนนี้ช่างฝีมือไทยไม่ได้มีค่าแรงสูงกว่าช่างอินเดียและจีนเลย


จุดอ่อนไทยขาดแคลนแรงงาน-วัตถุดิบ

แม้ว่าช่างฝีมือไทยจะมีศักยภาพเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการขาดแคลนช่างฝีมือรุ่นใหม่กำลังเป็นความท้าทายสำคัญของวงการนี้

"ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาขาดแคลนช่างเจียระไนอย่างรุนแรง คนรุ่นใหม่ไม่เข้ามาในธุรกิจนี้ มีแต่คนรุ่นเก่า สถาบันGIT ควรเปิดหลักสูตรพัฒนาช่างเจียระไน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องปรับปรุงโครงสร้างแรงงาน รายได้ของช่างฝีมือ ช่างเจียระไน เพื่อให้พวกเขามีรายได้มากขึ้น ช่างฝีมือที่มีทักษะดีควรจะมีรายได้มากกว่านี้" คุณจิกกู้ อธิบาย

ในขณะเดียวกัน ได้ชี้ถึงปัญหาการจัดหาวัตถุดิบ พร้อมกระตุ้นให้ภาครัฐหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

"ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือ การหาวัตถุดิบ เราขาดแคลนวัตถุดิบ แม้ว่าผมยังสามารถหาวัตถุดิบได้ แต่ก็น้อยกว่าสมัยก่อน ภาครัฐควรจะมีมาตรการจูงใจเพื่อกระตุ้นให้คนไปแสวงหาและนำวัตถุดิบมาป้อนให้กับอุตสาหกรรมนี้"


ปรับโมเดลหนุนอัญมณีเติบโต

คุณจิกกู้ยังแนะนำด้วยว่า หากต้องการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องนำโมเดลที่เหมาะสมมาใช้กับอุตสาหกรรมนี้

"ธุรกิจนี้เป็นสินค้าหัตถกรรม ช่างฝีมือต้องสั่งสมประสบการณ์มานาน เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานอัญมณีและเครื่องประดับอันทรงคุณค่า เป็นงานที่ต้องใช้มือทำเป็นส่วนใหญ่ ภาครัฐไม่ควรนำกฎข้อบังคับที่ใช้กับอุตสาหกรรมอื่น เช่น ยานยนต์ มาบังคับใช้กับอุตสาหกรรมนี้ แต่ควรจะใช้โมเดลการส่งเสริมสินค้า OTOP ซึ่งมีลักษณะเป็นงานฝีมือคล้ายกันมาปรับใช้" คุณจิกกู้ แสดงความคิดเห็นพร้อมกับแนะนำว่า รัฐบาลควรจะปรับปรุงกฎหมาย รวมทั้งระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความชัดเจนมากกว่าในปัจจุบัน

"ถ้าไม่อยากให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐจะต้องปรับกฎหมายให้ทันสมัย ปรับเปลี่ยนระบบภาษีให้เหมาะสมกับธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ควรเก็บภาษีระหว่างกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพราะส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้"

นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องพยายามหาแนวทางเพื่อดึงดูดให้ผู้ซื้อ ผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากต่างประเทศมาร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการทำให้ขั้นตอนการนำสินค้าเข้าและออกประเทศไทยสะดวกมากขึ้นเหมือนกับที่ฮ่องกงทำ

"ต้องกระตุ้นให้คนมางานบางกอกเจมส์มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่มาร่วมงานสามารถนำสินค้าเข้าออกประเทศไทยได้อย่างสะดวก มอบสิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าของผู้แสดงสินค้านอกเหนือจากเรื่องภาษี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อดึงลูกค้าต่างชาติกลับมางานที่เมืองไทย ต้องกลับไปย้อนดูโมเดลการจัดงานในสมัยที่เคยประสบความสำเร็จมากๆ และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ทำให้งานดีขึ้นและใหญ่ขึ้น หรืออีกทางเลือกที่ทำได้คือต้องเปลี่ยนวันจัดงานไม่ให้ใกล้กับงานที่ฮ่องกง เพื่อดึงคนมางานบางกอกเจมส์มากขึ้น"


เอเชียคือตลาดใหม่อนาคตสดใส

เมื่อถามถึงเทรนด์ตลาดในอนาคต คุณจิกกู้แสดงความคิดเห็นว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงมาก และแนวโน้มในอนาคต “เอเชีย” จะมีอิทธิพลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

"ตลาดเริ่มหันไปที่เอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภครายใหญ่ของโลก เป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องให้ความสนใจกับตลาดใหม่ เช่น กัมพูชา และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากในตลาดเหล่านี้ ส่วนตลาดฝั่งตะวันตก เช่น ยุโรปก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว หลังจากประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา" คุณจิกกู้ อธิบาย

สำหรับบริษัท สุคาเดีย สโตนส์ นั้น คุณจิกกู้กล่าวว่า พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากที่ผ่านมามีลูกค้าในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก

"เราทำธุรกิจในตลาดต่างประเทศมานาน ทำให้ลูกค้าต่างชาติรู้จักเราดี บริษัทมีสินค้าหลากหลายที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาดได้อย่างดี ทำให้เราสามารถปรับตัว และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้"

ทั้งนี้ แม้เทรนด์ตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีโจทย์มาท้าทายผู้ประกอบการเป็นระยะๆ แต่จากประสบการณ์การทำธุรกิจในประเทศไทยมานานเกือบ 40 ปี คุณจิกกู้ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยย้ำว่า ถึงวันนี้ไทยยังเป็นเป้าหมายที่คนในวงการอัญมณีและเครื่องประดับสนใจและต้องการมาทำธุรกิจด้วย