คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ



ทองคำไม่มีวันตาย

"ทองคำ" เป็นโลหะมีค่าชนิดหนึ่ง ที่ใครๆต่างปรารถนาเป็นเจ้าของ ทั้ง "ทองรูปพรรณ" อันสวยงาม เพื่อประดับร่างกาย หรือ "ทองคำแท่ง" เพื่อการลงทุน ซึ่ง "คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี" นายกสมาคมค้าทองคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าทองที่หาตัวจับยาก มั่นใจว่า ไม่ว่ายุคไหน ทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์คู่บ้านคู่ใจของผู้คนเสมอ และตลาดค้าทองคำไทยจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ก่อนจะมาถึงวันนี้ ตลาดค้าทองคำได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ซึ่งคุณจิตติ ได้เล่าถึงพัฒนาการของวงการค้าทองคำไทยว่า ในอดีตเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ส่งผลให้มีความเหลื่อมล้ำในการทำธุรกิจ ผู้ค้าทองคำมีการแข่งขันด้านตลาดสูง จนในที่สุดสถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้น ทางผู้ประกอบการร้านค้าทองจึงได้ประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค มีการกำหนดมาตรฐานการค้าทองร่วมกัน และได้จัดตั้งชมรม "ร้านค้าทอง 11 ห้าง" ก่อนที่ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 ได้จัดตั้งเป็น "สมาคมค้าทองคำ" ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการค้าทองคำในประเทศไทย

"สมาคมค้าทองคำได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าทองคำ เช่น โครงสร้างภาษีที่ผลักดันให้ลดภาษีนำเข้าจาก 35% เหลือ 0% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อทองคำในราคาที่สะท้อนความเป็นจริงจากตลาดโลก รวมถึงผลักดันการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)"

ชูมาตรฐานทองคำ 96.5%

นอกจากด้านภาษีแล้ว คุณจิตติภาคภูมิใจกับก้าวสำคัญของตลาดค้าทองคำไทย คือ การสร้างมาตรฐานทองรูปพรรณความบริสุทธิ์ 96.5% เหมือนกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นของทองรูปพรรณไทย ที่คุณจิตติต้องการให้ภาครัฐช่วยประชาสัมพันธ์ข้อดีของทองรูปพรรณให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น

"ทองคำบริสุทธิ์ 96.5% เหมาะสมที่จะทำเป็นทองรูปพรรณ เพราะมีความแข็งกำลังดี ทำเป็นสร้อยเส้นเล็กๆ ก็ได้ แม้ว่าทองรูปพรรณของไทยจะมีมาตรฐานความบริสุทธิ์ต่างจากมาตรฐานในต่างประเทศ แต่ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ในคุณภาพและราคา เพราะร้านทองประกันราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณ สมาคมค้าทองคำมีการประกาศราคาซื้อขายทองทุกวัน" คุณจิตติ อธิบาย

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการร้านค้าทองคำทั่วประเทศกว่า 7,000 ร้าน โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดมีทั้งช่วงที่ ซบเซาและคึกคักเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับราคาทองคำในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน

"ตลาดทองคำยังไปได้เรื่อยๆ และตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ราคาทองคำในตลาดโลกปรับลดลง ประกอบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้คนไทยซื้อทองคำในราคาถูกลง คนทั่วไปหันมาซื้อทองรูปพรรณไปใส่มากขึ้น ต่างจากทองคำแท่งที่มีความน่าสนใจลดลง เพราะราคาเคลื่อนไหวน้อย ไม่จูงใจคนที่ซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุน"

คุณจิตติกล่าว พร้อมกับแจกแจงเรื่องกลุ่มลูกค้าว่า ลูกค้าทองรูปพรรณส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงล่าง ที่นิยมซื้อทองไปใส่เป็นเครื่องประดับและเป็นการเก็บออมไปในตัว ส่วนลูกค้ากลุ่มรายได้สูงจะซื้อทองแท่งเพื่อการลงทุน หรือซื้อทองคำเพื่อเป็นของขวัญ หรือใช้เป็นสินสอดในการแต่งงานมากกว่า


ปรับมุมคิด มัดใจลูกค้ารุ่นใหม่

เมื่อถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อคำกล่าวที่ว่า "คนรุ่นใหม่ไม่ซื้อไม่ใส่ทองกันแล้ว" คุณจิตติ ยอมรับว่า วัยรุ่นไม่ใส่เครื่องประดับทองคำ เพราะมองว่าไม่ทันสมัย ดังนั้น หากอยากให้คนรุ่นใหม่สนใจซื้อทองคำก็ต้องปรับวิธีคิด ปรับดีไซน์ เพื่อดึงความสนใจของลูกค้ากลุ่มนี้

"ผมอยู่ในวงการค้าทองคำมานานกว่า 60 กว่าปี เข้าใจตลาดว่าเป็นอย่างไร จึงได้พัฒนารูปแบบทองคำให้คนที่มีเงินไม่มากก็สามารถซื้อไปเพื่อการออมได้ เช่น ทองคำแท่งเล็กๆ ขนาดครึ่งสลึง ขนาด 1 กรัม และออกแบบดีไซน์ทองคำเป็นการ์ดอวยพรในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวาเลนไทน์ วันเกิด วันรับปริญญา ตรุษจีน มีแพ็กเกจจิ้งสวยงาม ราคาไม่แพง แค่พันกว่าบาท วัยรุ่นเห็นก็ชอบและซื้อ เพราะราคาไม่แพง" คุณจิตติ เล่าถึงกลยุทธ์จับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

"ช่างทอง" หัวใจธุรกิจ และความท้าทาย

ส่วนด้านการสร้างสรรค์ชิ้นงานทองรูปพรรณในปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นรายเล็กทำกิจการในครัวเรือน มีช่างประมาณ 10-20 คนเท่านั้น และมีโรงงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง เนื่องจากต้องลงทุนสูง

ขณะเดียวกัน คุณจิตติก็ยอมรับว่า การผลิตทองรูปพรรณเผชิญกับความท้าทายสำคัญเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเครื่องประดับประเภทอื่น คือ ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือ

"หัวใจของอุตสาหกรรมนี้คือ ช่างทอง ที่มีบทบาทต่อการสร้างสรรค์รูปแบบของทองรูปพรรณ การผลิต และมาตรฐานสินค้า ที่ผ่านมาช่างทองไทยมากกว่า 90% พัฒนาฝีมือจากความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ๆ ทองรูปพรรณในท้องตลาดจึงขาดความหลากหลาย และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ดีเท่าที่ควร แม้ว่าช่างทองไทยจะมีฝีมือดี ประณีต เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในต่างประเทศที่นิยมสินค้ารูปแบบที่หลากหลายได้" คุณจิตติ อธิบาย

ผนึกภาครัฐพัฒนาทองไทย

เพื่อพัฒนาวงการค้าทองไทยให้เติบโต คุณจิตติจึงต้องการให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของช่างทองให้มีความชำนาญและทักษะ เพื่อสร้างสรรค์งานที่แตกต่างและหลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมในระยะยาว รวมถึงแนะนำว่าควรจัดงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับทองคำโดยเฉพาะ ส่วนด้านการทำตลาด ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ช่วยกันประชาสัมพันธ์มาตรฐานทองคำ 96.5% ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

"ผมอยากให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยกันโปรโมตมาตรฐานทองคำ 96.5% เช่น แนะนำให้นักท่องเที่ยวมาซื้อทองรูปพรรณไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ต้องมีการจัดงานด้านทองคำโดยเฉพาะ มีเครื่องมือเครื่องจักร เทคโนโลยีทันสมัยมาจัดแสดง ทำให้คนไทยได้เห็นพัฒนาการในโลก ซึ่งจะช่วยเป็นแรงผลักดันอุตสาหกรรมนี้อีกทางหนึ่ง"

ด้วยประสบการณ์จากที่ได้โลดแล่นในวงการค้าทองคำมานานกว่าครึ่งศตวรรษ คุณจิตติมั่นใจว่า แม้ธุรกิจนี้จะต้องพบเจอกับอุปสรรคและความท้าทายบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ตลาดทองคำก็ยังไปต่อได้ เพราะทองคำไม่ได้เป็นเพียงแค่ "เครื่องประดับสวยงาม" แต่ "ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงและคงตัว สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเมื่อไหร่ก็ได้" ดังนั้นทองคำจึงจะคงอยู่คู่มนุษย์ในทุกช่วงเวลา และทองคำไม่มีวันตาย...