คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน)

อัญมณีเครื่องประดับยุคดิจิทัล

Technological Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สร้างการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่แก่หลายวงการอุตสาหกรรมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจเป็นสิ่งน่ากลัวในสายตาของบางคน แต่หลายคนกลับมองว่านี่คือ ความท้าทายครั้งสำคัญคือ "โอกาสครั้งใหม่" ถ้าสามารถเรียนรู้ เท่าทัน และรู้จักใช้ประโยชน์จากพัฒนาการของโลกเทคโนโลยี

โดยหนึ่งในนั้นคือ "คุณปรีดา เตียสุวรรณ์" ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีต่อธุรกิจนี้ อย่างเช่นเครื่องพิมพ์สามมิติที่เข้ามามีบทบาทมากในกระบวนการผลิตเครื่องประดับ ขณะที่การสื่อสารยุคดิจิทัลกำลังสั่นสะเทือนวิถีตลาดของหลายอุตสาหกรรม

"การตลาดมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะ Technology Disruption ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผมมองว่านี่คือโอกาส เทคโนโลยีทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลางเหมือนเมื่อก่อน"

ผู้บริหารของแพรนด้าฯ ยังเชื่อมั่นด้วยว่า การค้าขายทางโลกออนไลน์จะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับออนไลน์ผ่านเว็บไซต์จะสูงขึ้น และสินค้าที่ขายจะแพงขึ้น เพราะลูกค้ามีความเชื่อมั่นไว้วางใจการซื้อขายรูปแบบนี้มากยิ่งขึ้น

"เมื่อก่อนเราอาจมีความเชื่อว่าสินค้าที่ขายผ่านเว็บไซต์จะเป็นของถูก แต่ในอนาคตจะแพงขึ้น เพราะเมื่อคนไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้น ก็พร้อมจะจ่ายเงินซื้อ เว็บไซต์จำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับหลายเว็บทำมานานเป็นสิบปี และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ภาพสินค้าคมชัด ลูกค้าสามารถเลื่อนภาพเพื่อดูสินค้าในหลากหลายมุม คล้ายกับได้ดูของจริง มีระบบชำระเงินที่สะดวก และมีการรับประกันสินค้า"

นอกจากลูกค้าจะได้ประโยชน์ในแง่การประหยัดเวลาเดินทาง เลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกในราคาที่ย่อมเยากว่าแล้ว ตัวผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับก็ได้ประโยชน์จากพัฒนาการทางเทคโนโลยีมหาศาลเช่นกัน โดยคุณปรีดาอธิบายว่า ผู้จำหน่ายสามารถลดต้นทุนได้หลายด้าน เช่น ค่าเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า ค่าจ้างพนักงานขาย ค่าคอมมิชชั่น แต่ก็ต้องมีพนักงานถ่ายรูปสินค้าให้สวยงาม เพื่อนำมาใช้บนเว็บไซต์

"การที่คนหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นก็เป็นความท้าทายของงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ต้องระวังให้ดี เพราะคนที่เคยนำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่ายในงานแฟร์อาจจะไม่มา เพราะสามารถขายผ่านออนไลน์ เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ผมคิดว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวสำคัญของเทคโนโลยี และต้องพิจารณาให้ดีว่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหน"

สำหรับแพรนด้านั้นได้เตรียมพร้อมรับเทรนด์ดิจิทัลมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีเว็บไซต์ของบริษัทและจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับออนไลน์มาแล้ว 10 ปี และมีผลตอบรับดีต่อเนื่อง ด้วยยอดขายเติบโตประมาณ 20-30% ต่อปี


พนักงานคือ "ส่วนหลัก" ของการผลิต

นอกจากสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล คุณปรีดากล่าวว่า แพรนด้าฯ ยังมีจุดแข็งสำคัญ คือ "พนักงาน" ซึ่งถือเป็น "ส่วนหลัก" ของการผลิต

"เรามองพนักงานของบริษัทเป็นศิลปิน ผู้สร้างสรรค์สิ่งสวยๆ งามๆ ไม่ได้มองเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของกระบวนการผลิต แต่พนักงานคือ ‘ส่วนหลัก’ ของการผลิต เราจึงต้องดูแลพนักงานอย่างดี ทำให้พนักงานรู้สึกว่าที่ทำงานเหมือนกับบ้านหลังที่สอง เราฝึกพนักงานให้มีจิตวิญญาณของผู้รังสรรค์งานศิลป์ หรือเป็น The Architecture of Craftsmanship"

อย่างไรก็ตาม "คน" กำลังเป็นความท้าทายสำคัญในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนวัยแรงงานลดลง ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหาแรงงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ต้องการแรงงานที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่าอุตสาหกรรมอื่น

"อุตสาหกรรมนี้สร้างทักษะการผลิตงานฝีมือให้กับคน ซึ่งสามารถนำไปใช้หากินได้ในระยะยาว ต่างจากบางอุตสาหกรรมที่แรงงานอาจทำงานง่ายๆ สามารถทดแทนได้ด้วยเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมอื่นยังสามารถนำแรงงานต่างชาติมาทดแทนแรงงานคนไทยได้ แต่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นการผลิตของมีค่า เป็นงานละเอียด ต้องการแรงงานที่มีทักษะฝีมือ เราต้องใช้เวลาฝึกคน อยากให้คนที่ฝึกจนมีฝีมือดีแล้วอยู่กับเรานานๆ ดังนั้นจึงต้องการจ้างคนท้องถิ่นมากกว่า เพราะเชื่อว่าคนไทยจะอยู่กับบริษัทนานกว่า" คุณปรีดา อธิบาย พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและสร้างบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และมั่นใจว่าสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT สามารถช่วยระดมพลังความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาผลักดันเรื่องนี้ได้

"อยากให้ภาครัฐช่วยจูงใจให้แรงงานจากอุตสาหกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม ย้ายมาทำงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับประเทศ GIT ควรร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อจัดหลักสูตรการเรียนสอน ทำให้คนไทยเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ และสนใจเรียนด้านนี้ เพื่อจะออกมาทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป"

นอกจากเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พัฒนาคนของอุตสาหกรรมนี้แล้ว คุณปรีดาเห็นว่า GIT ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมเต็ม และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการรับรองคุณภาพสินค้า สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ

"อุตสาหกรรมนี้มีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งอาจไม่มีความพร้อมที่จะรับประกันคุณภาพสินค้าเอง ดังนั้นจึงต้องการใบรับรองจาก GIT ซึ่งจะเป็นที่พึ่งพิงสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กในแง่ของการรับรองคุณภาพวัตถุดิบและสินค้า"


รุ่นใหม่ ไอเดียใหม่ ต้องว้าว

ในฐานะรุ่นพี่ในวงการ คุณปรีดาได้แนะนำคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาในธุรกิจนี้ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในยุคนี้ จะต้องมีไอเดียใหม่ๆ ผลิตสินค้าที่คนเห็นแล้วต้องร้องว้าว สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมได้

"ต้องทำสิ่งที่แตกต่าง คนเห็นต้องว้าว ถ้าคิดจะทำอะไรที่คนอื่นทำมาแล้ว อย่าทำดีกว่า เพราะมีเยอะแล้ว ผมมองว่าสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีการผลิตขนาดใหญ่ ในโลกยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถขายของผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ถ้ามีผลิตภัณฑ์ดีๆ ก็สามารถควบคุมการผลิตได้ ตอนนี้มีช่องทางมากมายสำหรับการขายสินค้าที่แปลกใหม่"

สำหรับแพรนด้าฯ คุณปรีดากล่าวว่า ได้วางแผนอนาคตอย่างชัดเจนแล้ว แต่ความชัดเจนเหล่านั้นอาจถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้เหมือนกัน

"เทคโนโลยีอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และส่งผลกระทบต่อแผนของเรา แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่มนุษยชาติยังต้องการให้ตัวเองสวยงาม ยังรักตัวเอง และรักจะมอบสิ่งสวยๆ งามๆ ให้แก่คนที่รัก ผมก็มั่นใจว่าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับยังก้าวหน้าต่อไป โดยแพรนด้าฯ จะเดินไปตามเส้นทางที่เชื่อว่า คนรักสิ่งสวยงาม เราจะฝึกทักษะของคนของเราให้เป็นผู้รังสรรค์งานศิลป์เครื่องประดับที่งดงามต่อไป แต่เราก็เผชิญกับความท้าทายสำคัญคือ การหา ‘คน’ มาทำงาน ซึ่งในที่สุด หากเมืองไทยมีคนวัยทำงานน้อยลง ขาดแคลนแรงงาน เราก็จะขยายธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งบริษัทได้เข้าไปเปิดโรงงานผลิตมาแล้วถึง 20 ปี" คุณปรีดา กล่าว

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แรงงาน และวัตถุดิบ แต่คุณปรีดาก็เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยคือศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญแห่งหนึ่งของโลกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และเมื่อภาครัฐประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการก็ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้

"ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมาตลอดในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีฝีมือด้านการผลิตเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชอบทำของสวยงาม เป็นความสามารถที่สืบทอดต่อกันมา การมีทักษะด้านศิลปะเหล่านี้ แม้วัตถุดิบในไทยจะร่อยหรอลง แต่ก็นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคอื่นๆ ได้ ประเทศไทยเป็นฮับตามธรรมชาติอยู่แล้ว และการประกาศอย่างเป็นทางการถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ล้ำลึกของรัฐ" คุณปรีดาทิ้งท้าย