คุณพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มบริษัท บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป


"บิวตี้ เจมส์" ไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง

หากเปรียบธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทยแต่ละรายเป็น “อัญมณี” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความงามแตกต่างกัน อัญมณีที่เปล่งประกายเจิดจรัสเม็ดหนึ่งและเป็นที่สนใจของใครหลายคนก็คือ "บิวตี้ เจมส์" ที่นอกจากจะโดดเด่นในเมืองไทยแล้ว ก็ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดโลก และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความงดงามของอัญมณีเม็ดนี้ก็คือ "คุณพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล" ประธานกลุ่มบริษัท บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป ผู้โลดแล่นอยู่ในวงการอัญมณีและเครื่องประดับมานานถึง 5 ทศวรรษ

ชีวิต 5 ทศวรรษในวงการอัญมณี

"ผมเป็นรุ่นที่ 3 ของครอบครัวที่ได้ทำธุรกิจอัญมณี หากนับตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มทำงานจนถึงวันนี้ ก็ผ่านมาเกือบ 50 ปี ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง จากอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมืองไทยมีแหล่งอัญมณี เช่น ตราด กาญจนบุรี แพร่ เชียงใหม่ มีเหมืองพลอยชนิดต่างๆ เช่น กาญจนบุรีมีพลอยสีน้ำเงินหรือไพลิน ส่วนตราดก็มีไพลิน และพลอยแดงหรือทับทิม ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก โดยเฉพาะทับทิมสยามจะโด่งดังมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ทับทิมสยามเป็นของหายาก ขาดแคลน และคนนิยมสะสมมากขึ้น"

ในส่วนของธุรกิจบิวตี้ เจมส์ นั้น คุณพรสิทธิ์ กล่าวว่า ในยุคของตนเองได้เน้นการผลิตเพื่อส่งออก และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ "บิวตี้เจมส์มีโรงเรียนของตัวเอง เราสอนทุกอย่างทุกขั้นตอนของการทำอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการทำเครื่องประดับ งานด้านนี้ต้องการช่างฝีมือที่เข้าใจงาน ไม่ว่าเป็นช่างรูปพรรณ ช่างขัด ช่างตกแต่ง รวมถึงการออกแบบดีไซน์เครื่องประดับ ผมคิดว่าเราผลิตคนในอุตสาหกรรมนี้เป็นพันเป็นหมื่นคนแล้ว"

จากในอดีตที่ทุกคนอาจต้องทำงานในที่เดียวกัน ตอนนี้อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป บางงานอาจทำงานทางไกลได้ มีการนำเครื่องมืออุปกรณ์มาช่วยอำนวยสะดวกในการผลิตมากขึ้น แต่คุณพรสิทธิ์ก็เชื่อว่า แรงงานคนยังมีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมนี้ เพราะงานบางอย่างยังต้องใช้ฝีมือของมนุษย์

"กว่าจะทำให้พลอยเม็ดหนึ่งที่ขุดจากดินกลายเป็นเครื่องประดับให้คนซื้อไปสวมใส่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ใช้คนเป็นร้อยคน มีการเพิ่มมูลค่า ผมคิดว่างานในอุตสาหกรรมนี้เหมาะสมกับคนไทยที่มีความประณีตพิถีพิถัน มีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นงานสร้างมูลค่าเพิ่มได้ สร้างรายได้ที่ดีให้กับคนไทย เทคโนโลยีใหม่ๆ ในปัจจุบัน เช่น อินเทอร์เน็ต เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ทำให้ดีไซเนอร์ทำงานที่บ้านหรือทำงานที่ไหนก็ได้ และส่งงานเข้ามาบริษัท" คุณพรสิทธิ์อธิบาย

ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่า การทำงานในอุตสาหกรรมนี้ให้ได้ดีต้องอาศัย “ใจรัก” อย่างแท้จริง และต้องพร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ก้าวทันโลกและความต้องการของลูกค้า

"คนทำงานในวงการอัญมณีและเครื่องประดับต้องรัก ต้องมี passion (ความหลงใหล) ต้องเข้าใจ วันๆ เราต้องดูเพชรดูพลอย ดูของสวยๆงามๆ ถ้าเราเบื่อเราไม่ชอบ ก็ทำไม่ได้ คนเจียระไนก็ต้องรักงานที่จะทำต้องเข้าใจและตั้งใจทำ เพราะถ้าเจียระไนผิด ก็ทำกลับให้เป็นเหมือนเดิมไม่ได้ คนออกแบบก็ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรคนถึงอยากซื้อ เราต้องรู้ความต้องการของตลาดถึงจะอยู่ในตลาดได้ ซึ่งความต้องการเหล่านี้ไม่มีที่สิ้นสุด"

และตลอด 50 ปีที่ผ่านมา บิวตี้ เจมส์ และคนในวงการอัญมณีและเครื่องประดับต่างต้องผ่านร้อนผ่านหนาว เผชิญกับความท้าทายต่างๆ มาไม่มากก็น้อย แต่ก็สามารถฝ่าฟันผ่านมาได้อย่างดี เพราะรู้จักรับมือและปรับตัวเอง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทุกสมัย

"เราต้องคิดทุกวัน ต้องรู้จักปรับตัวตลอดเวลา ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ อุตสาหกรรมของเราหยุดนิ่งไม่ได้ มีปัญหาอะไร ก็แก้ไปตามปัญหา แต่เราก็ต้องเห็นและเข้าใจว่าสิ่งใดเหมาะสมที่จะทำเพื่อพัฒนาธุรกิจ"

เมืองไทยสู่เป้าหมายฮับอัญมณีและเครื่องประดับโลก

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการมานาน เข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยและโลกเป็นอย่างดี คุณพรสิทธิ์มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ เนื่องจากความแข็งแกร่งและความพร้อมหลายด้านของอุตสาหกรรมนี้ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญระดับท็อป 5 ของประเทศ มีบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาผลิตคนเพื่ออุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ อาทิ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้านการออกแบบ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้านการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านเหมืองแร่ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านแปรแร่ธาตุต่างๆ

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ที่มีบทบาทสำคัญด้านการทำงานวิจัย รวมถึงการตรวจสอบและรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีส่วนสำคัญที่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมนี้ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

"อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย และยังเติบโตได้อีกมาก ซึ่งที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลต่างตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ และได้มีมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการด้านภาษีนำเข้า การส่งออก รวมถึงการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างเป็นระบบ ช่วยสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายอัญมณีและเครื่องประดับในเมืองไทยมากขึ้น และหวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ต่อไป" คุณพรสิทธิ์ อธิบาย

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็นฮับการค้าอย่างแท้จริงก็จะต้องดูแลเรื่องการส่งสินค้าให้สะดวกมากยิ่งขึ้น ต้องเปิดเสรีจริงๆ เหมือนกับฮ่องกงที่เป็นระบบเสรี การนำเข้าส่งออกสะดวก ทำให้คนต้องการทำธุรกิจกับฮ่องกง

"ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้ารัฐบาลและเอกชนจับมือกันได้ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ผมเชื่อว่านักธุรกิจไทยเก่งทุกคน ขึ้นอยู่กับว่ามีโอกาสหรือไม่ สำหรับอุตสาหกรรมนี้ หากภาครัฐต้องการสนับสนุนเอสเอ็มอี ก็ต้องเปิดเวทีให้เขาได้โชว์สินค้า หาช่องทางจำหน่ายสินค้า อยากสร้างนักออกแบบ ก็ต้องจัดการประกวด ให้เขาได้แสดงฝีมือแสดงผลงาน หากไทยอยากเป็นฮับการค้าจริงๆ ก็ต้องทำให้การส่งสินค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งทุกอย่างทำได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับกลไกของรัฐบาล" คุณพรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย