นายราเชนทร์ พจนสุนทร ประธานกรรมการสถาบัน

เส้นทางสาย GIT


คุณภาพที่เชื่อถือได้ เป็นหัวใจสำคัญของการค้าอัญมณีและเครื่องประดับทุกยุคทุกสมัย และเป็นแรงผลักดันของภาคเอกชนและรัฐบาลไทยให้มีการจัดตั้ง "สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT" เมื่อปี 2541 มีภารกิจหลักคือการตรวจสอบและรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับ พร้อมพัฒนาบุคลากรและเป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

"อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญมากต่อประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ และมีการจ้างงานจำนวนมาก เมื่อ 20 ปีที่แล้ว การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่าประมาณ 7 หมื่นกว่าล้านบาท มีแรงงานหลักหมื่นคน ล่าสุดในปี 2560 การส่งออกมีมูลค่าสูงกว่า 4.3 แสนล้านบาท มีแรงงานกว่า 2 ล้านคน ในสมัยก่อน ตอนที่ไทยยังขายพลอยเป็นหลัก มีการถกเถียงกันเรื่องคุณภาพ เรื่องเฉดสี ทำให้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่าต้องมีสถาบันขึ้นมาดูแลเรื่องคุณภาพโดยเฉพาะ" นายราเชนทร์ พจนสุนทร ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ได้เล่าถึงที่มาของ GIT ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่นใจให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

"แต่ละปี ห้องแล็บของ GIT สามารถตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับนับหมื่นๆ ชิ้น เราสามารถทำให้คนมั่นใจว่า หากผ่านการตรวจรับรองคุณภาพและได้รับใบรับรองผลการตรวจจากที่นี่แล้ว เชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานได้ และ GIT เป็นหน่วยงานรัฐแห่งเดียวที่รับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับ"

ขณะเดียวกัน GIT ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

"เราพัฒนาศักยภาพของคนทุกด้าน ทั้งด้านการออกแบบ เจียระไน เพื่อให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ละปี GIT พัฒนาคนเกือบ 2 พันคน และตั้งแต่เริ่มเปิดสถาบันฯ มีคนมาเรียนหลักสูตรออกแบบกับ GIT เกือบ 3 พันคน หลายคนจบแล้วก็ไปทำแบรนด์ของตัวเอง นอกจากนี้ เรายังเป็นศูนย์รวมของข้อมูลด้านอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมดของประเทศไทยที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งถ้าพูดถึงด้านนี้ สามารถเข้ามาหาข้อมูลได้ที่นี่ หรือจะดูข้อมูลออนไลน์ ทางเว็บไซต์ www.git.or.th ก็ได้เหมือนกัน"

นายราเชนทร์กล่าวต่อว่า แม้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็ยังต้องพยายามทำให้อุตสาหกรรมนี้มีคุณค่าและมูลค่ามากยิ่งขึ้นอีก โดยส่วนนี้ รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้ GIT ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจอัญมณีในท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงด้านอัญมณีและเครื่องประดับทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ธุรกิจในจังหวัดที่มีภูมิปัญญาด้านอัญมณีและเครื่องประดับ เช่น เครื่องทองสุโขทัย เครื่องเงิน และพลอยจันทบุรี ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการเข้าไปช่วยพัฒนาคน พัฒนารูปแบบเครื่องประดับ ช่วยขยายช่องทางการตลาด และหากผู้ประกอบการรายใดมีศักยภาพมากเพียงพอ ก็จะสนับสนุนให้ส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศต่อไป

"GIT ส่งผู้เชี่ยวชาญไปทุกภูมิภาค เพื่อดึงความเข้มแข็ง และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นออกมานำเสนอ รวมทั้งจะปลุกปั้นให้กลายเป็นเทรนด์ของสินค้าให้สำเร็จ เราให้นักออกแบบ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปคุยกับช่างฝีมือ มีการฝึกอบรม เพื่อให้เขารู้จักนำจุดแข็งของท้องถิ่นมาประยุกต์ในงานเครื่องประดับเพื่อจำหน่าย เครื่องประดับเป็นงานฝีมือซึ่งพัฒนามาจากวัฒนธรรม เครื่องประดับของแต่ละท้องถิ่นต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้องอาศัยฝีมือในการสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมนี้คือจุดแข็งของประเทศไทย เราต้องทำให้คนในอุตสาหกรรมนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน"

ขณะเดียวกัน GIT มุ่งเน้นส่งเสริมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดในประเทศมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากตลาดส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายราเชนทร์อธิบายว่า "ที่ผ่านมามูลค่าการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไม่ได้น้อยกว่าส่งออกเลย แต่ขณะนี้จะต้องทำให้สามารถจัดระบบข้อมูลให้ได้ชัดเจนมากขึ้นเหมือนกับมูลค่าการส่งออก เช่น การประมาณการข้อมูลรายไตรมาสอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะใช้วิเคราะห์สถานการณ์ของอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิเช่น เมืองชายแดนอาจต้องการส่งสินค้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน หรือบางพื้นที่อาจต้องการเรียนการออกแบบเพิ่มเติมเป็นต้น"

"สิ่งที่เราต้องพัฒนาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการกระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น คือ การพัฒนาการค้าธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับภายในประเทศ ที่มีผู้บริโภคคือคนไทย 70 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกกว่า 30 ล้านคน เราต้องทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามาเมืองไทยแล้วต้องซื้ออัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทยเป็นของขวัญของฝากคนที่บ้านให้ได้"


ถนนสายอนาคตของ GIT

นอกจากภารกิจสำคัญที่ GIT ที่ได้ดำเนินการมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากนี้ไป GIT ก็พร้อมเดินหน้าสานต่อภารกิจเดิม และเพิ่มเติมภารกิจใหม่ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาวงการอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เข้มแข็งและเติบโต

"ผมอยากให้ทุกคนในอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์จากงานของ GIT โดยเฉพาะเรื่องการตรวจรับรองมาตรฐาน ถ้าเห็นใบรับรองคุณภาพ (ใบเซอร์ฯ) จาก GIT ต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนั้นมีมาตรฐานเชื่อถือได้ ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยการใช้หลักวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ GIT จะพยายามสนับสนุนการเจรจาให้ผู้จัดทำมาตรฐานทองคำในต่างประเทศได้เชื่อมั่นในมาตรฐานห้องปฏิบัติการในเมืองไทยของบริษัทใหญ่ๆ ว่าเชื่อถือได้ เพื่อต่อไปไทยจะได้ไม่จำเป็นต้องส่งออกทองคำเพื่อไปรับรองมาตรฐานที่เมืองนอกอีก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการค้าทองคำของไทยได้ โดยแต่ละปีไทยมีการค้าทองคำแท่งประมาณสามถึงสี่ร้อยตัน"

ทั้งนี้ นายราเชนทร์ ย้ำว่า GIT จะสานต่อภารกิจหลักต่อไป และจะมุ่งเน้นด้านการตลาดมากยิ่งขึ้น โดยจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็จะแสดงบทบาทการเป็น "ศูนย์กลาง" ด้านอัญมณีและเครื่องประดับของเมืองไทย ที่พร้อมดูแลประสานงานทุกเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้

"เราจะทำทุกอย่างที่ช่วยส่งเสริมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ดียิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการ ช่วยสร้างโอกาสธุรกิจ หากมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับวงการนี้ให้มาที่ GIT เราจะรับเรื่องไว้ และประสานงานส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป" นายราเชนทร์ กล่าวถึงบทบาทของ GIT ในทศวรรษต่อไป...