ศาสตราจารย์กิตติคุณศักดา ศิริพันธุ์ ที่ปรึกษา GIT

กว่าจะมาเป็น GIT


"ประโยคที่ว่า Bangkok is the World Center of Gemstones สะดุดหูผมอย่างมาก ทำให้ผมต้องถามคนพูดต่อว่า หากอยากให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางอัญมณีตลอดไป จะต้องทำอย่างไรบ้าง ผมได้รับคำตอบว่าต้องเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่อยอดภูมิปัญญาไทย ทันทีที่ได้ฟังผมรู้เลยว่า นี่คือภารกิจสำคัญที่เราจะต้องทำ" ศาสตราจารย์กิตติคุณศักดา ศิริพันธุ์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เล่าถึงเหตุการณ์สมัยไปร่วมงาน Baselworld ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และได้ฟังผู้เชี่ยวชาญพูดถึงความสำคัญของกรุงเทพฯ โดยถ้อยคำดังกล่าวฝังอยู่ในใจมาโดยตลอด และคิดว่าหากมีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะทำสิ่งนั้นทันที

จากความตั้งใจ...สู่ความภาคภูมิใจ

ความตั้งใจจาก Basel ค่อยๆ กลายเป็นรูปเป็นร่างในปี 2538 เมื่อ ศ.ศักดา ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมประกาศนโยบายชัดเจนตั้งแต่ลงสมัครว่า จะจัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีและออกใบรับรองคุณภาพที่คณะวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทยให้ก้าวไกล โดยได้รับความเห็นชอบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสำนักงบประมาณ สนับสนุนงบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารวิจัยและจัดซื้อเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ

"อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก สมัยนั้น (ปี 2537) ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ 2 แสนล้านบาท มีการจ้างงานประมาณ 7-8 แสนคน ทำตั้งแต่เหมือง เจียระไน ไปจนถึงออกแบบ ผลิตเครื่องประดับ ผมได้ไปอธิบายและชี้แจงกับสำนักงบประมาณถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ของไทยและตลาดโลก และได้รับการสนับสนุนอนุมัติงบประมาณให้ดำเนินโครงการ ได้งบประมาณก่อสร้างอาคารจำนวน 37 ล้านบาท และจัดซื้อเครื่องมือจำนวน 20 ล้านบาท" ศ.ศักดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง GIT ก่อนไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงก้าวแรกๆ ของ GIT

โดยบอกว่าเมื่อประกาศสร้างห้องแล็บตรวจสอบอัญมณีชัดเจน และเริ่มก่อสร้างอาคาร ทางฝั่งผู้ประกอบการก็ได้แสดงความสนใจและมองว่าควรผลักดันให้เป็นสถาบันตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับระดับชาติ ในปี 2541 นายพิเชษฐ์ พะลานุกูล อุปนายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ (TGJTA) เสนอให้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ต่อมา นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดประชุมร่วมกับ นายปรีชา อรรถวิภัชน์ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก นายมนู เลียวไพโรจน์ อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายกสมาคม TGJTA และ ศ.ศักดา เพื่อจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบและเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8 กันยายน 2541 และได้รับการเห็นชอบให้จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระสังกัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอนุมัติให้ใช้เงินกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 60 ล้านบาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมทั้งการดำเนินงาน

จากนั้นในวันที่ 9 กันยายน 2541 ได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง ศ.ดร.เทียนฉาย กีรนันท์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอนุญาตให้สถาบันฯ ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยเป็นอาคารวิจัยและตรวจสอบอัญมณีเป็นเวลา 10 ปี และในวันที่ 1 ตุลาคม 2541 กระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งแต่งตั้ง นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสถาบัน และแต่งตั้ง ศ.ศักดา ศิริพันธุ์ เป็นผู้อำนวยการสถาบัน

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ได้จัดพิธีเปิดสถาบัน GIT อย่างเป็นทางการ โดย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร. เกษม สุวรรณภูมิ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด

จากนั้นในปี 2545 สถาบันฯ ได้เปิดพิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี และในปี 2546 ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสอบโลหะมีค่า

ศ.ศักดา กล่าวว่า การก่อตั้งสถาบัน GIT เป็นสิ่งที่ท่านภาคภูมิใจ เพราะมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก จนทุกวันนี้ GIT ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

"ผมภาคภูมิใจมากที่สุดที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้ง GIT เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เมืองไทยไม่เคยมีสถาบันฯ แบบนี้มาก่อน เป็นงานที่ท้าทาย เหนื่อย แต่สนุก เราใช้มาตรฐานของสถาบัน SSEF จากสวิตเซอร์แลนด์ มาเป็นต้นแบบของ GIT ผมและทีมทำงานรุ่นบุกเบิกเริ่มต้นกันตั้งแต่ศูนย์ หรือตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย ได้ร่วมกันสร้างห้องปฏิบัติการตรวจสอบและรับรองอัญมณีและเครื่องประดับระดับชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด มีเครื่องมือทันสมัยครบครัน"


เฟ้นหาคนคุณภาพร่วมเดินหน้าภารกิจ

นอกจากความพรั่งพร้อมด้านอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยแล้ว "บุคลากร" คือกำลังหลักของสถาบันฯ ที่ ศ.ศักดา ให้ความสำคัญอย่างมากมาตั้งแต่วันแรกของการจัดตั้งสถาบันฯ

"ช่วงเริ่มต้น ผมได้ระดมคนที่มีความรู้ หลักๆ คือต้องมีพื้นฐานด้านอัญมณี และด้านธรณีวิทยา ผมได้ส่งไปศึกษาต่อด้านอัญมณีที่ต่างประเทศ ทำให้เรามีผู้เชี่ยวชาญของเราเอง ขณะเดียวกัน GIT เป็นสถาบันฯ ที่รับรองคุณภาพของอัญมณี ต้องรับรองว่าแท้หรือไม่แท้ หากแท้แล้ว มีการนำไปปรับปรุงคุณภาพหรือไม่ คนรับรองคุณภาพ ก็เปรียบเหมือนผู้พิพากษาด้านอัญมณี การเลือกคนมาทำงานด้านนี้ต้องพิถีพิถันในการคัดเลือก ต้องเป็นคน มีความรู้ดี ซื่อสัตย์สุจริต อดทน ไม่ย่อท้อต่องาน "

ไม่เพียงแต่ผู้เชี่ยวชาญในห้องแล็บเท่านั้น GIT ยังมีนักออกแบบฝีมือดีมาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนที่มารับการฝึกอบรม ซึ่ง ศ.ศักดากล่าวว่า "GIT มีนักออกแบบที่เก่ง เรียนจบดีไซน์และการขึ้นรูปจากอิตาลี มีความเป็นครูในสายเลือด พร้อมถ่ายทอดความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในวงการเครื่องประดับไทย"


ส่องอนาคตหลัง 2 ทศวรรษ

ทุกวันนี้ GIT เป็น CIBJO* Registered Laboratory แห่งเดียวในประเทศ และในปี 2545 ได้รับการยอมรับให้เป็น 1 ใน 7 ห้องปฏิบัติการชั้นแนวหน้าของโลกจาก LMHC** ให้เป็นคณะทำงานกำหนดนโยบายและจัดทำคู่มือการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบอัญมณีที่จะระบุในใบรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของสถาบันฯ ที่มีอายุเพียง 20 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับสถาบันฯ อื่น รูปแบบเดียวกันในต่างประเทศ

"GIT เป็นสถาบันตรวจสอบและรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับ ที่มีบริการครบถ้วนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเราตรวจสอบทั้งเพชร พลอย และโลหะมีค่า มาตรฐานของเราเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือ การตรวจสอบและรับรองคุณภาพพลอย เพราะไทยเป็นเมืองพลอย อยู่ใกล้แหล่งพลอยสำคัญของโลก" ศ.ศักดา อธิบายถึงฐานะของ GIT ในระดับสากล

ส่วนเส้นทางในอนาคต ศ.ศักดา มองว่า GIT จะต้องรุกตลาดอินเตอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ "จีน" ตลาดใหญ่ ที่ต้องให้ความสนใจ เพราะหากทำให้ชาวจีนเข้าใจ เห็นคุณค่าของพลอย อยากซื้อพลอย ก็จะช่วยผลักดันให้ยอดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยได้เล่าถึงแนวคิดนี้ว่า

"ผมอยากอบรมเซลล์แมนของบริษัท Chow Tai Fook บริษัทเครื่องประดับยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ อยากสอนให้พวกเขาเห็นคุณลักษณะที่ดีของพลอย สอนให้ตรวจพลอยได้พอสมควร หากเขาเห็นคุณค่าของพลอย นำความรู้เหล่านี้ไปเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ขายพลอยต่อในเมืองจีน ก็จะทำให้มีคนต้องการใช้พลอยมากขึ้น ทำให้เราส่งออกพลอยได้มากขึ้น"

ขณะเดียวกัน GIT ก็จะแสดงบทบาทผู้อำนวยความสะดวก (Felicitator) ที่จะช่วยวางแผนเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็น "ฮับการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก" ให้สำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้

"ไทยสามารถเป็นฮับของโลกได้ เรามีต้นทุนที่ดีคือ ความละเมียดละไมในการออกแบบเครื่องประดับ แต่ก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนดีไซน์ของเครื่องประดับไทยให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้ เพื่อให้เขาสนใจซื้อหาไปสวมใส่"

นอกจากจุดเด่นด้านฝีมือที่ประณีตแล้ว ศ.ศักดา ชี้ว่า หากต้องการเป็น "ฮับ" ของโลก ผู้ประกอบการของไทย ก็ต้องรู้และเข้าใจพฤติกรรมของคนในประเทศที่ต้องการส่งออกเครื่องประดับไปจำหน่าย ต้องรู้เทรนด์ดีไซน์และ เทรนด์สีของแต่ละปี และที่สำคัญในยุคนี้คือ ต้องมี Innovation ความคิดแปลกใหม่ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ เทคนิคการประดิษฐ์ สร้างสรรค์ชิ้นงาน ที่อาจนำลวดลายโบราณมาดัดแปลงช่วยในการออกแบบเครื่องประดับยุคใหม่

ศ.ศักดา กล่าวทิ้งท้ายว่า พร้อมนำประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 20 ปี บนถนนสายอัญมณีและเครื่องประดับ ความรู้ที่ได้จากการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และอัปเดตความรู้เกี่ยวกับวงการนิ้อย่างต่อเนื่อง มาช่วยสานฝันการเป็น "ฮับการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก" ให้เป็นความจริง


"ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 ปี การนำอุตสาหกรรมนี้เดินไปข้างหน้า ต้องประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายนี้ของรัฐบาล"


*สมาพันธ์อัญมณีและเครื่องประดับโลก (The World Jewellery Confederation)
**Laboratory Manual Harmonization Committee